คำนำแห่งคุณธรรมศาสน์
     คุณธรรม ก็คือ หลักธรรมนั่นเอง หลักธรรมต่อบิดามารดาก็คือ ความกตัญญู หลักธรรมต่อกษัตริย์ก็คือ ความจงรักภักดี ต่อพี่น้องคือ ความนับถือรักใคร่ ต่อสังคมก็คือ ความมีมารยาท ต่อการงานคือ ความเชื่อถือ ต่อธุรกิจคือ ความมีปัญญา ต่อหน้าที่การงานคือ ความสื่อสัตย์สุจริต ต่อกามารมณ์คือ หิริโอตตัปปะ ต่อความรักที่มีต่อมวลมนุษย์คือ ความเมตตากรุณา ดังนั้นความกตัญญู ความจงรักภักดี ความนับถือ ความซื่อสัตย์ ความมีมารยาท ความเชื่อถือ ความมีปัญญา ความเมตตากรุณา รวมทั้งความมีหิริโอตตัปปะ ล้วนเกิดจากคุณธรรมทั้ง 10 ประการนี้เอง คุณธรรม 10 ประการนี้ก็สามารถขยายเป็นพันเป็นหมื่นได้ แต่เมื่อรวมกันเข้าก็คือคุณธรรมหนึ่งเดียวนั่นเอง อาศัยคุณธรรมนี้สอนคน จึงถือเป็นคำสอน

     คุณธรรมศาสน์ที่เป็นศาสนานี้ เป็นคำสองคำผสมกัน คือ คุณธรรม และศาสนา ซึ่งศาสน์ก็คือ ศาสนา หมายถึง การสั่งสอนอบรมโดยอาศัยคุณธรรมคอยกล่อมเกลาสั่งสอนผู้คนทั่วโลก ดังนั้นที่ใช้ชื่อนี้จึงหมายถึงเอาคุณธรรมมาเป็นศาสนาผู้ที่เอาคำว่า “ศาสนา” มาเป็นชื่อที่ลี้ลับ มหัศจรรย์ อาจกล่าวได้ว่ายังไม่เข้าใจ หรือ ไม่ทราบถึงความหมายของคำนี้อย่างถ่องแท้ ซึ่งความจริงแล้วทุกศาสนาย่อมมีคุณธรรมอันใดอันหนึ่งเป็นหลักคำสอน ยกตัวอย่างเช่น เหล่าบัณฑิตนับถือขงจื้อโดยมีหลักคุณธรรมคือ ความจงรักภักดีและความมีเมตตา ชาวพุทธนับถือพระพุทธเจ้าเป็นศาสดาของศาสนาพุทธโดยยึดถือความเมตตากรุณา พระเยซูศาสดาแห่งศาสนาคริสต์ยึดถือความรัก ส่วนพระนาบีมะหะหมัดศาสดาแห่งศาสนาอิสลาม ถือเอาความมีเมตตาปราณี ซึ่งทั้งหมดนี้ก็มีคุณธรรมเป็นที่ตั้ง ไม่ว่าจะเป็นทางตะวันออกหรือทางตะวันตก ต่างมีต้นกำเนิดจากหลักแห่งคุณธรรมทั้งสิ้นแหล่งกำเนิดของคุณธรรมศาสน์มีมาเนิ่นนาน โดยวิถีแห่งเต๋าทั้งฟ้า ดิน พระอาทิตย์ พระจันทร์ ดวงดาว ฤดูกาลทั้ง.4 ล้วนเป็นต้นกำเนิดแห่งสรรพสิ่ง อันถือว่าจักรพรรดิองค์แรกคือหลักแห่งฟ้าดิน ที่อบรมสั่งสอนหลักแห่งคุณธรรม ลัทธิขงจื้อนั้น เริ่มต้นจากสมัยของพระเจ้าฮั่วมู่ตี่ซึ่งเป็นยุคที่การศึกษาเฟื่องฟูสมัยก่อนราชวงศ์ฮั่น ยังไม่มีลัทธิขงจื้อ เพียงแต่เรียกขงจื้อเท่านั้น ซึ่งในสมัยที่ขงจื้อกำเนิดเป็นยุคแห่งสงคราม ทำให้หลักธรรมต่างๆสิ้นไป หลักธรรมของขงจื้อกล่าวถึง จักรพรรดิเหยาชุน กฎหมาย การปกครอง ขุนนาง และนักรบ ซึ่งเป็นการรวบรวมเอาคุณธรรมของจักรพรรดิในแต่ละยุคมาจัดเป็นหมวดหมู่ ดังนั้นขงจื้อจึงเป็นเพียงผู้รวบรวมเท่านั้น ไม่ใช่เป็นผู้ก่อตั้งคุณธรรมศาสน์ ในพระสูตรกตัญญูกล่าวว่า “คุณธรรมศาสน์เผยแผ่สู่ประชาชน” และด้วยความที่ขงจื้อกล่าวถึงคุณค่าแห่งคุณธรรมของจักรพรรดิองค์ก่อนๆ คัมภีร์ของขงจื้อจึงให้คุณแก่ผู้ที่เข้าสู่คุณธรรมแล้ว ซึ่งเป็นเส้นทางแห่งบัณฑิต มีผู้ที่เข้าถึงคุณธรรมซึ่งเป็นชนรุ่นใหม่ที่บรรลุถึงแก่นแห่งความดีได้ กล่าวว่า “ถึงสมัยโจวจะแก่เก่า หากชีวิตยังคงใหม่” สูตรตี่เตี้ยงว่า “สามารถกระจ่างคุณธรรมอันยิ่งใหญ่” กล่าวโดยสรุปแล้วว่าเหล่านี้จัดเป็นประจักษ์พยานหลักฐานของศาสนิกชนแห่ง คุณธรรม ดังนั้นคุณธรรมศาสน์จึงมีประวัติมาเนิ่นนานแล้ว

     พุทธ เต๋า คริสต์ อิสลาม ล้วนเกี่ยวข้องกับคุณค่าแห่งคุณธรรม ของจักรพรรดิโบราณสมัยก่อน ที่ใช้ปกครองประชาชน ซึ่งได้นำมาประยุกต์ปรับปรุงให้เข้ากับภูมิประเทศ มาใช้ตั้งศาสนาขึ้น โดยอาศัยสภาพสังคมที่แตกต่างกัน การกระทำ พิธีการ จึงแตกต่างกันออกไป ด้วยเหตุนี้ถึงแม้ชื่อของแต่ละศาสนาจะไม่เหมือนกัน แต่คุณธรรมที่ใช้สั่งสอนก็เป็นเช่นเดียวกันธรรมสาขายังสามารถแตกไปเผยแพร่ได้อีก ทุกคนสามารถเข้าถึงธรรมและพัฒนาตนให้เป็นผู้ที่มีอารยะได้ ทุกประเทศทั่วโลกเสมือนหนึ่งครอบครัวเดียวกัน แต่ด้วยชนชาติ ศาสนา และเผ่าพันธุ์ขวางกั้น ทำให้ใจคนยากที่จะหลอมรวมกันได้ หลักธรรมยังไม่ทันจะหลอมรวมกันก็เกิดประโยชน์ส่วนตัวขึ้นก่อน คุณธรรมจึงถอยห่างไป ความทุกข์ยากแห่งสงครามจึงบังเกิดขึ้น ดังนั้นเพื่อให้กลับคืนสู่หลักธรรม ผู้คนอยู่รวมกันอย่างสงบ ขงจื้อจึงรวบรวมข้อธรรม และนำมาเผยแพร่สั่งสอนสืบต่อกันมาจนตราบเท่าทุกวันนี้

คำนำแห่งคุณธรรมศาสน์

          พื้นฐานหลักแห่งคุณธรรม นั้นคือ ความเข้าใจ เน้นในเรื่องของคุณค่า และธรรมชาติของมนุษย์ ซึ่งแต่ละศาสนาต่างก็ยึดหลักธรรมเป็นที่ตั้งเช่นกัน อนึ่ง

เต๋า ยึดเอาอนัตตา ที่สุดแห่งความว่าง

ขงจื้อ ใช้จริยธรรมเป็นตัวนำในความประพฤติ

พุทธ ถือเอาการหลุดพ้นจากวัฏฏะเป็นที่พึ่ง

อิสลาม ยึดถือพระเจ้า (พระอัลเลาะห์) เป็นสรณะ

คริสต์ บูชาความรักเป็นพระกรุณาของพระเยซู

ความเข้าใจในหลักธรรม ลูกมีต่อพ่อแม่ คือ กตัญญู
ความเข้าใจในหลักธรรม พ่อแม่มีต่อลูก คือ เมตตา
ความเข้าใจในหลักธรรม ศิษย์มีต่ออาจารย์ คือ ความเคารพ
ความเข้าใจในหลักธรรม อาจารย์มีต่อศิษย์ คือ ความกรุณา
ความเข้าใจในหลักธรรม กษัตริย์มีต่อราษฎร คือ ราชธรรม
ความเข้าใจในหลักธรรม ราษฎรมีต่อกษัตริย์ คือ ความจงรักภักดี
ความเข้าใจในหลักธรรม มิตรมีต่อมิตร คือ ความจริงใจ
ความเข้าใจในหลักธรรม คนมีต่อคน คือ สัจจะ
ความเข้าใจในหลักธรรม พี่น้อง คือ ความรักใคร่
ความเข้าใจในหลักธรรม ธุรกิจมีต่อสังคม คือ ความสื่อสัตย์

          จะเห็นได้ว่า ความเข้าใจในความสัมพันธ์ใดๆ สามารถสรุปได้เป็น คุณธรรม 10 ประการ ตามที่ทราบกันอยู่แล้ว แต่การจะให้เกิดความเข้าใจไม่ใช่เรื่องง่าย จะต้องอาศัยศรัทธา วิริยะ อุตสาหะ ร่วมด้วย จึงเป็นเหตุให้ผู้คนยังไม่สามารถสละโลกีย์ต่างๆได้จนหมด ดังนั้นจึงควรหมั่นทำความเข้าใจและฝึกฝนตนเองแม้เพียงทีละเล็กน้อย แต่ในอนาคตข้างหน้าก็จะสามารถเข้าใจในคุณธรรมได้ทั้ง 10 ประการ
          วิถีการทำความเข้าใจในหลักธรรมนั้น เพียงมนุษย์ลด ละ เลิก ทิฐิที่มีต่อกัน ปรับความเข้าใจกัน ถ้อยทีถ้อยอาศัย เพื่อความสงบสุขแก่ผู้ร่วมวัฏฏะนี้ โดยเริ่มจากตัวเองก่อนแล้วจึงขยายไปยังผู้อื่น ค่อยเป็นค่อยไป ทุกผู้คนก็ย่อมถึงพร้อม “ศาสน์แห่งคุณธรรม” ได้เช่นกัน

ว่าด้วย “จี” และ “เกาะ”

           คุณธรรมสถานต่าง ๆ มักขึ้นต้นด้วย จี หรือ จี้ อันหมายถึง ทิพยธาตุ ซึ่งเป็นศุภรังสีของความเป็นสิริมงคล ตามตำนานกล่าวว่าเมื่อศาสดาแห่งเต๋าออกจากด่านห่ำก๊กกวน ได้ประพันธ์ธรรมนิพนธ์คัมภีร์เต๋าเต็กเก็ง ทั่วทั้งท้องฟ้าต่างยินดียิ่งจึงเกิดไปทิพย์อันเป็นสิรินิมิตมงคลมาจากทาง ทิศตะวันออกแผ่ขจรขจาย นับแต่นั้นมา เต๋าสืบทอดหลักอริยธรรม จึงเอาไอทิพยธาตุนั้นเป็นสัญลักษณ์แห่งการเริ่มต้นศักราชใหม่ แสดงถึงคุณธรรมแห่งความสงบสุข ด้วยเหตุนี้ล่อซุ่งเอี๊ยงซือจุง* จึงนำเอามาเป็นนามแห่งคำสอน และเผยแผ่คุณธรรมออกกว้างไกล ดังนั้นจึงเอา จี้ หรือ จี นำหน้าคุณธรรมสถาน ส่วนคำว่า “เกาะ” หมายถึง หอ ห้อง ดังนั้นเมื่อเอา 2 คำนี้มารวมกัน จึงหมายถึง สถานธรรมแห่งเต็กก่า เป็นความจีรังยั่งยืนนานไอทิพย์แห่งสวรรค์ตะวันออกนั่นเอง

ปฐมสถานธรรมแห่งเต็กก่า

          ในปีพุทธศักราช 2482 (ค.ศ.1939) ณ หมู่บ้านเอ็งไชกัง ตำบลฮั่วเพ้ง อำเภอเตี้ยเอี้ย มณฑลกวางตุ้ง ได้มีนายซุ้ยเต็ก แซ่เอี้ย กับพวก ได้เห็นว่าสงครามระหว่างจีนกับญี่ปุ่นที่กำลังสู้รบกันอยู่นั้นทำให้พลเมือง ต่างบาดเจ็บล้มตาย ได้รับความทุกข์ทนไปทุกพื้นที่ ในสถานการณ์เช่นั้น นายซุ้ยเต็ก แซ่เอี้ยกับพวก ได้สวดอ้อนวอนกับสิ่งศักดิ์ให้สงครามยุติโดยเร็ว บ้านเมืองจะได้กลับเข้าสู่ความสงบสุขดังเดิม จึงได้ร่วมกันจัดตั้งโต๊ะหมู่บูชา สวดอธิษฐานบอกกล่าวพระผู้เป็นเจ้า และได้นำกิ่งหลิวที่เก็บบูชาไว้ในบ้านออกมาเพื่อให้เทพเบื้องบนใช้เป็นหนทาง ขีดเขียนคุณธรรมคำสั่งสอน นายซุ้ยเต็กและเพื่อนได้กระทำเช่นนี้เป็นเวลาร่วมเดือนด้วยความบริสุทธิ์ใจ และเชื่อมั่น ทำให้ได้รับความเมตตาจากสวรรค์ โดยเทวอาจารย์องค์เอี้ยอุ้งซ้งและองค์หลิวชุนฮวงเสด็จมาประทับทรง และเขียนคำสอนโปรดว่า ขณะนี้อยู่ท่ามกลางกลียุค สัตว์โลกต้องทุกข์แร้นแค้นทั่วไป จะแก้มีทางเดียวเท่านั้นคือ ต้องทำบุญสร้างกุศลเอาไว้ จึงจะสามารถช่วยเหลือตนเองและผู้อื่นได้ อีกทั้งยังใช้บ้านของนายซุ้ยเต็ก เป็นที่ทำการสถานเผยแผ่คุณธรรม “เต็กก่า” จีเฮียงเกาะ และสวดมนต์อัญเชิญสิ่งศักดิ์มาประทับทรงเทศนาธรรมโปรดสัตว์ทั้งหลาย ชักจูงจิตใจของคนให้เลิกลุ่มหลงมัวเมาในสิ่งมิชอบทั้งปวง อีกทั้งเทวอาจารย์ทั้ง 2 องค์โปรดสั่งสอนให้นายซุ้ยเต็ก และเพื่อน ดำเนินการช่วยเหลือชาวบ้านที่บาดเจ็บ ป่วยไข้ ในหมู่บ้านและใกล้เคียง กับให้การช่วยเหลือบรรเทาทุกข์สาธารณกุสลทั้งปวง การที่สถานเผยแผ่คุณธรรม “เต็กก่า” จีเฮียงเกาะ ปฏิบัติตามคำสั่งสอนชี้แนะดังกล่าว เป็นการทำคุณประโยชน์ให้แก่เพื่อนมนุษย์ จึงนับได้ว่าจีเฮียงเกาะ แห่งนี้ เป็นธรรมสถาน “เต็กก่า” แห่งแรกของโลก

ความเป็นมาของคุณธรรมศาสน์ในประเทศไทย

          หลักจากเกิดสถานเผยแผ่คุณธรรม “เต็กก่า” จีเฮียงเกาะ อำเภอเตี้ยเอี้ย มณฑลกวางตุ้ง เมื่อปีพ.ศ.2482 (ปีกี๋เบ้า) แล้ว คุณธรรมคำสอน “เต็กก่า” ก็แพร่หลายไปทั่วแถบเมืองแต้จิ๋วและซัวเถา หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2488 (ปีกะซิง) ปวงเทวอาจารย์ก็สั่งสอนแพร่ลงสู่ทางใต้ พร้อมกับกำชับสานุศิษย์ทั้งหลายเตรียมเดินทางสู่ต่างแดนเพื่อเผยแผ่คุณธรรม แต่ในปีถัดมาญี่ปุ่นก่อสงครามรุกรานทั่วเอเชีย ภายหลังสงครามยุติดินแดนทางได้ฟื้นฟูการคมนาคม เหล่าศิษย์ต่างปฏิบัติตามคำสั่งสอนของเทวอาจารย์ จนสามารถจัดตั้งสถานธรรมแห่งเต็กก่าทั้งในฮ่องกง และประเทศทางใต้โดยทั่วไป
          สำหรับในประเทศไทยแล้ว เทวอาจารย์องค์เตียวเอี้ยงท้ง ได้บัญชาให้อัญเชิญผงธูปศักดิ์สิทธิ์ลงสู่ทางใต้ โดยนายเต็กหงอ แซ่ลิ้ม (ตั้งซิ่วหงอ) ชาวไทยเชื้อสายจีน ณ สมาคม “จีฮวงเกาะ” เมืองซัวเถา เป็นผู้อัญเชิญผงธูปศักดิ์สิทธิ์เดินทางสู่ประเทศไทย แต่เนื่องด้วยข้อกฎหมายในสมัยนั้น ไม่สามารถเผยแพร่และพัฒนากิจการของคุณธรรมเต็กก่า ทั้งยังไม่สามารถประกอบพิธีประทับทรง (คุยกี) ได้ เป็นเวลาเกือบ 1 ปี แต่ด้วยศรัทธาและอุดมการณ์ของผู้อาวุโสหลายท่าน จึงได้เริ่มพิธีประทับทรงอย่างไม่เปิดเผย และไม่มีสถานที่แน่นอน จนกระทั่งต่อมาสามารถก่อตั้ง จีจินเกาะ เฮี่ยงซิ้งเซี่ยงตึ๊ง ขึ้นเป็นเกาะต้นๆ ของประเทศไทย และสามารถเผยแพร่ธรรมและขยายคุณธรรมสถานออกไปตามสถานที่ต่างๆ อย่างรวดเร็ว จวบจนปัจจุบัน (ม.ค. 2550) มีคุณธรรมสถาน “เต็กก่า” ถึง 77 แห่งในประเทศไทย และอีก 5 แห่งในประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว รวมเป็น 82 แห่ง โดยมีสำนักคุณธรรมกลาง หรือ เต็กก่าจงหวย (เต็กจ้ง) เป็นผู้ประสานงานกุศลสถานทั้งหมด  ในช่วง 25 ปี แรกของการเข้ามาเผยแผ่คุณธรรม “เต็กก่า” ในประเทศไทย คือในช่วงปี พ.ศ. 2448-2513 สามารถกล่าวได้ว่า ทุกๆ แห่งอาศัยการประทับทรงชี้แนะการดำเนินกิจการกุศลต่างๆ จากปวงวิสุทธิเทพเทพาจารย์แทบทั้งสิ้น โดยเฉพาะการประทับทรงในช่วงแรกๆ เป็นไปด้วยความลำบากอย่างยิ่ง เพราะรูปแบบของการตั้งสมาคมคุณธรรมศาสน์นั้น ต้องเปิดกว้างเพื่อเป็นศูนย์รวมของศาสนิกชน เพื่อประกอบกิจกุศล และพิธีกรรมต่างๆ ซึ่งมักถูกทางราชการในสมัยนั้นเพ่งเล็ง ว่าเป็นการรวมตัวของพรรคก๊กมินตั๋ง หรือ คอมมิวนิสต์ เป็นต้น การประทับทรงในสมัยนั้นคำสอนหรือคำทำนายต่างๆ ของปวงเทวอาจารย์มักปรากฏขึ้นจริง ทำให้สาธุชนทั่วไปทั้งไทยและจีนปวารณาตัวเข้าเป็นศิษย์ใหม่อยู่เนืองๆ
          ในยุคที่ 2 ช่วง 25 ปีต่อมา (พ.ศ. 2513-2538) ได้มีการจัดตั้งสำนักคุณธรรมกลาง หรือ เต็กก่าจงหวย (เต็กจ้ง) ประเทศไทยขึ้นเป็นผลสำเร็จในปี2522 โดยมีที่ทำการชั่วคราว ณ มูลนิธิสามัคคีสงคราะห์ เฮี่ยงซิ้งเซี่ยงตึ๊ง เป็นศูนย์ประสานงานพร้อมกับเป็นแกนนำในการจัดงานมหากุศลเก็บศพไร้ญาติล้าง ป่าช้าขึ้น ณ จีเช็งเกาะ จ.เชียงราย และจีหมกเกาะ จ.มุกดาหาร จนได้รับความชื่นชมจากองค์กรการกุศลต่างๆ ทั่วประเทศ และยังเป็นการแสดงถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวของสำนักคุณธรรมศาสน์แห่ง ประเทศไทย ภายหลังสำนักคุณธรรมกลาง (เต็กจ้ง) ได้ย้ายมาตั้งสำนักงานที่ 123 ถนนมหานคร บางรัก แล้ว ได้มีการจัดการะประชุมใหญ่สามัญประจำอย่างเป็นทางการในปีพ.ศ. 2534 และอีก 2 ปี ต่อมาเต็กจ้งประเทศไทยได้รับเกียรติให้เป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมใหญ่ภาคี สำนักคุณธรรมศาสน์นานาชาติครั้งที่ 2 ในปีพ.ศ. 2536 ซึ่งในปีเดียวกันนี้เองชาวเต็กก่าในประเทศไทยมีความปลื้มปิติเป็นล้นพ้น เมื่อสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานในพีธีเปิดป้ายเทววิหารจีจินเกาะแห่งใหม่ เขตคลองสาน กทม. ต่อมาปี พ.ศ. 2537 สำนักคุณธรรมประเทศไทยก็เผยแผ่ธรรมไปสู่ประเทศสาธารณประชาธิปไตยประชาชนลาว ณ แขวงเมืองสุวรรณเขต ได้เป็นผลสำเร็จ
          โดยก้าวเข้าสู่ยุคที่ 3 (พ.ศ. 2538 – ปัจจุบัน) พ.ศ.2550 คุณธรรมศาสน์ “เต็กก่า” มีเครือข่ายถึง 15 ประเทศ อันได้แก่ ไทย, สปป.ลาว, มาเลเซีย, อินโดนีเซีย, สิงค์โปร์, ออสเตรเลีย, จีน, ฮ่องกง, มาเก๊า, ไต้หวัน, ญี่ปุ่น, บรูไน, อเมริกา และแคนาดา ซึ่งแต่ละสำนักคุณธรรมศาสน์ทั้งในและต่างประเทศก็ดำเนินกิจกรรมสาธารณกุศลต่างๆ โดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้ยากไร้ และผู้ประสบภัย เช่น การบริจาคข้าวสารช่วยเหลือผู้ประสบอัคคีภัย อุทกภัย วาตภัย การจัดตั้งหน่วยช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ต่างๆ นอกจากนี้ยังมีในเรื่องของการบริจาคสิ่งของต่างๆแก่ผู้ยากไร้ อาทิ การบริจาคเสื้อผ้า และผ้าห่มแก่ผู้ยากไร้ในฤดูหนาว การบริจาคโลงศพแก่ผู้ยากจนทั่วไป การออกไปช่วยเก็บศพอนาถตามที่ต่างๆ หรือจัดสถานสงเคราะห์แจกยารักษาโรค ตลอดจนการจัดตั้งศูนย์ศิลปวัฒนธรรมเพื่อการศึกษา ให้ทุนการศึกษาแก่เด็กยากไร้ รวมทั้งบางสำนักคุณธรรมศาสน์ยังมีการประทับทรงอัญเชิญเทวอาจารย์มาโปรดเทศนาสั่งสอน หรือไขปัญหาต่างๆ ของเหล่าศาสนิกชนทั่วไป อีกทั้งยังได้ดำเนินการจัดพิมพ์หนังสือธรรมะ เพื่อเผยแผ่เทวธรรมคำสอนของปวงวิสุทธิเทพเทพาจารย์แจกจ่ายไปทั่วโลก

สำนักคุณธรรมกลางเต็กก่าจงหวย (เต็กจ้ง) ประเทศไทย

          เต็กก่าจงหวย (เต็กจ้ง) ประเทศไทยนั้นก่อตั้งขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2522 โดยได้ดำเนินการจดทะเบียนจัดตั้งเป็นองค์กรสาธารณกุสลต่อทางราชการ อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ในชื่อสมาคมสหมิตรการกุศล ซึ่งที่ทำการแห่งแรกตั้งอยู่ในมูลนิธิสามัคคีการกุศลสงเคราะห์ เฮี่ยงซิ้งเซี่ยงตึ๊ง เลขที่ 185 ถนนรองเมือง ปทุมวัน กทม. ซึ่งถือเป็นมูลนิธิใหญ่ 1 ใน 5 ของประเทศไทยในเวลานั้น โดยนายวิชัย ลีวีระพันธ์ (ลี้เส่งฮู้) ได้รับเลือก ให้ทำหน้าที่รักษาการนายกสมาคม ในระยะแรกเริ่ม ทั้งนี้วัตถุประสงค์สำคัญของการก่อตั้งสมาคมฯ นั้น เพื่อเป็นศูนย์ประสานงานระหว่างคุณธรรมสถาน ซึ่งเป็นองกรการกุศลในเครือเต็กก่าที่ตั้งอยู่ตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ ซึ่งในเวลานั้นมีองค์กรในเครือถึง 40 แห่งกระจายตัวอยู่ตามภาคต่างๆ และเป็นองค์กรกลางประสานความร่วมมือเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านสังคมสงเคราะห์และสาธารณประโยชน์เพื่อสังคม กิจการของสมาคมได้เจริญก้าวหน้ามาโดยลำดับ ต่อมาจึงมีมติของคณะกรรมการสมาคมให้ย้ายที่ทำการไปอยู่ ณ เลขที่ 123 ถนนมหานคร แขวงมหาพฤฒาราม เขตบางรัก กทม. อันเป็นที่ตั้งในปัจจุบัน เพื่อรองรับกิจกรรมที่มากขึ้น โดยได้ทำพิธีเปิดป้ายที่ทำการแห่งนี้เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2532 และที่ประชุมจากองค์กรเต็กก่าทั่วประเทศได้แต่งตั้งให้ นายวิเชียร วุดานุพันธ์ (ตั้งติ้งเพ้ง) ผู้แทนจากพุทธสมาคมจี่ฮงแห่งประเทศไทย (จีฮงเกาะ) ดำรงตำแหน่งเป็นนายกสมาคมสมัยที่ 1 อย่างเป็นทางการ และถือได้ว่า วันที่ 10 ธันวาคม ของทุกปี เป็นวันฉลองการก่อตั้งของสมาคมนับแต่นั้นมา และปัจจุบันสมาคมได้เปลี่ยนชื่อเป็น “สมาคมสหพันธ์การกุศล “เต็กก่า” แห่งประเทศไทย        หลังจากเปิดที่ทำการแห่งนี้แล้ว กิจการของสมาคมก็เจริญรุดหน้าทั้งการขยายเครือข่ายองค์กรการกุศล “เต็กก่า” ภายในประเทศ และการติดต่อประสานงาน กับองค์กรเต็กก่าในระดับนานาชาติ ดังได้เข้าร่วมการประชุมใหญ่เต็กก่านานาชาติครั้งที่ 1 ณ เมืองปีนัง ประเทศมาเลเซียในปีพ.ศ. 2535

          ต่อมา นายอุทัย ยังประภากร (เอี่ยไฮ้จั๊ว) ผู้แทนจากมูลนิธิส่งเสริมวัฒนธรรม (จีมุ๊ยเกาะ) และคุณธรรมสถานจีป้อเกาะ ฟาร์มจระเข้ สมุทรปราการ ได้รับเลือกและแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมสมัยที่ 2, 3 และ 4 ติดต่อกัน กิจการของสมาคมก็ขยายตัวเติบโตขึ้นโดยลำดับ และได้เป็นเจ้าภาพจัดงานประชุมใหญ่เต็กก่านานาชาติครั้งที่ 2 ขึ้น ในปี พ.ศ. 2536 ณ กรุงเทพมหานคร โดยได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ ธานินทร์ กรัยวิเชียร องคมนตรีและอดีตนายกรัฐมนตรีให้เกียรติเป็นประธานกล่าวสุนทรพจน์เปิดการ ประชุม ซึ่งมีผู้แทนองค์กรเต็กก่าจากประเทศต่างๆทั่วโลกเดินทางมาเข้าประชุมถึง 1,000 คน และในปี พ.ศ.2538 สมาคมก็ได้นำคณะผู้แทนองค์กรเต็กก่าจากทั่วประเทศไปร่วมการประชุมใหญ่เต็ก ก่านานาชาติ ครั้งที่ 3 ณ ประเทศสิงคโปร์

          จากนั้นนายวิเทศ สิริวัฒนเกตุ (ซิมตงเม้ง) ผู้แทนสมาคมเผยแผ่คุธรรม “เต็กก่า” จีจินเกาะ ได้รับเลือกจากที่ประชุมใหญ่องค์กรเต็กก่าทั่วประเทศและได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งนายกสมาคมในสมัยที่ 5, 6 จนถึงปัจจุบัน (สมัยที่ 7 พ.ศ. 2548-2550) ก็ได้มีการปรับปรุงพัฒนาและขยายงานของสมาคมให้กว้างขวางออกไป ดังได้จัดคณะเยี่ยมเยือนเชื่อมสัมพันธ์ เดินทางไปเยี่ยมชมกิจการและประสานงานกับองค์กรเต็กก่าตามภูมิภาคต่างๆ ซึ่งในปัจจุบันมีจำนวนถึง 82 แห่งทั่วประเทศไทยและนับรวมคุณธรรมสถานอีก 5 แห่ง ในประเทศสาธารณประชาธิปไตยประชาชนลาวที่เข้าร่วมเป็นองค์กรสมาชิกของสมาคมด้วย หากที่สำคัญสมาคมยังได้เป็นเจ้าภาพร่วมในนามของสมาคมเผยแผ่คุณธรรม “เต็กก่า” จีจินเกาะ จัดการประชุมใหญ่เต็กก่านานาชาติครั้งที่ 4 เมื่อปีพ.ศ. 2544 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีผู้แทนองค์กรเต็กก่าจากทั่วโลกเดินทางมาร่วมประชุมกว่า 2,000 คน และได้รับเกียรติจาก ฯพณฯ อุทัย พิมพ์ใจชน ประธานรัฐสภา เป็นประธานเปิดการประชุม และ ฯพณฯ เซี่ยฝูเกิน อุปทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน ประจำประเทศไทยให้เกียรติเป็นประธานในงานเลี้ยงฉลอง

          สำหรับงานด้านสาธารณประโยชน์ สมาคมได้ทำหน้าที่เป็นผู้นำในการจัดงานมหากุศลเก็บศพไร้ญาติล้างป่าช้าขององค์กรการกุศล “เต็กก่า” ในจังหวัดต่างๆ เป็นประจำ พร้อมทั้งสนับสนุนทางด้านการสังคมสงเคราะห์ เช่น การแจกผ้าห่มกันหนาว ข้าวสาร เครื่องอุปโภคบริโภคช่วยเหลือผู้ยากไร้ และผู้ประสบภัยทางธรรมชาติมาโดยต่อเนื่อง อาทิ ศูนย์ช่วยเหลือผู้ประสบภัยคลื่นยักษ์สึนามิปลายปีพ.ศ..2547 ตลอดจนบริจาคอุปกรณ์ประกอบอาชีพ เครื่องซาวเดอร์ และแท้งก์น้ำ เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย หรือศูนย์บรรเทาทุกข์ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยดินโคลนถล่มในเขต 5 จังหวัดทางภาคเหนือกลางปีพ.ศ. 2549 เป็นต้น นอกเหนือไปจากการให้ความร่วมมือกับส่วนราชการในงานสาธารณกุศลอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก

          ในส่วนของงานด้านการเผยแพร่วัฒนธรรมจีน สมาคมได้ก่อตั้งศูนย์ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับปรัชญาจีนหรือที่เรียกว่า “เต็กก่าบุ่งฮ่วย” ขึ้น โดยมีนโยบายสำคัญเพื่อเผยแผ่คุณธรรมของชาวจีนอันได้แก่ หลักคุณธรรม 10 ประการ คือ ความกตัญญู ความรักพี่น้อง ความภักดี ความมีสัจจะ ความมีจริยางาม ความซื่อสัตย์ ความมัธยัสถ์ ความรู้สำนึกอับอาย ความอารีย์ และความมีปัญญา พร้อมด้วยหลักปฏิบัติ 8 ประการ อันได้แก่ การไม่เบียดเบียน การไม่หลอกลวง การไม่ละโมบ การไม่โอ้อวด การไม่เย่อหยิ่ง การไม่เกียจคร้าน การไม่กล่าวโทษ และการไม่รังเกียจเดียดฉันท์ นอกจากนี้สมาคมยังได้ดำเนินการก่อตั้งคณะอุปรากรจีนงิ้วแต้จิ๋วขึ้น เพื่อเผยแพร่วัฒนธรรมจีนให้เป็นที่แพร่หลายยิ่งๆ ขึ้นไป เนื่องในมงคลวโรกาสที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิตติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 72 พรรษา ในปีพ.ศ. 2547     

ปัจจุบัน การดำเนินงานของสมาคมได้ขยายตัวรุดหน้าโดยต่อเนื่อง ที่ทำการในปัจจุบันไม่เพียงพอต่อกิจการงานด้านต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นตามลำดับ คณะกรรมการของสมาคมจึงได้มีมติให้ดำเนินการก่อสร้างอาคารที่ทำการถาวรแห่งใหม่ขึ้น ทั้งนี้ นายวิเทศ สิริวัฒนเกตุ (ซิมตงเม้ง) ได้มีจิตศรัทธามอบที่ดินจำนวน 5 ไร่เศษ ในพื้นที่เขตอำเภอบางกรวย จังหวัดนนทบุรี พร้อมด้วยบริจาคเงินจำนวน 5 ล้านบาท เพื่อเป็นกองทุนในการเริ่มต้นก่อสร้าง โดย ฯพณฯ อุทัย พิมพ์ใจชน ประธานรัฐสภา ให้เกียรติมาเป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2545 และได้รับความร่วมมือจากองค์กรการกุศลเต็กก่าต่างๆ จากทั่วประเทศ ผู้มีจิตศรัทธา ตลอดจนศิษย์เต็กก่าจากที่ต่างๆ บริจาคสมทบทุนก่อสร้าง โดยอาคารที่ทำการแห่งใหม่นี้ประกอบด้วยส่วนสำนักงาน ห้องประชุมใหญ่ซึ่งสามารถบรรจุผู้เข้าร่วมประชุมได้ถึง 1,500 คน ห้องประชุมสัมมนา ห้องสมุดและพิพิธภัณฑ์ทางด้านวัฒนธรรมจีน และหอพระ ในปัจจุบันการก่อสร้างในส่วนโครงสร้างเรียบร้อยแล้ว เหลือแต่เพียงงานในด้านการตกแต่ง ซึ่งคาดว่าจะเสร็จสมบูรณ์และสามารถทำพิธีเปิดอาคารที่ทำการถาวรได้ในปลายปี 2550 โดยสมาคมมุ่งหมายว่าในอนาคตข้างหน้าจะเผยแพร่วัฒนธรรมจีนให้เป็นที่แพร่หลายยิ่งขึ้น และดำเนินงานด้านสาธารณกุศลเพื่อประโยชน์ของสังคมส่วนรวมสืบไป

จำนวนผู้เข้าชม
Copyright © tekkacheemukkhor.com 2010 All Rights Reserved Power by : เช่าโฮสท์, hosting, ออกแบบเว็บไซต์